posted on 27 Jul 2008 11:19 by health-health
โรคหัวใจเป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่งของประเทศที่พัฒนาแล้ว และประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศรวมทั้งประเทศไทย พักหลังๆ นักโภชนาการจึงแนะนำให้คนรับประทานปลากันมากๆ เพราะปลาเป็นแหล่งของโปรตีนคุณภาพดี ย่อยง่าย มีกรดไขมันไม่อิ่มตัว และกรดไขมันพิเศษที่เรียกว่า “โอเมก้า-3” ค่อนข้างสูง ถ้าเป็นปลาเล็กปลาน้อยที่รับประทานทั้งกระดูกก็จะได้แคลเซียมปริมาณสูงแถมไปด้วย
แล้วเราจะทราบอย่างไรว่า…ควรรับประทานปลาปริมาณเท่าไรถึงจะพอเพียง
จริงๆ แล้วปริมาณอาหารที่พอเพียงเป็นทฤษฎีที่มีแต่นักโภชนาการเท่านั้นที่ทราบดี ว่าอาหารใดมีประโยชน์มากน้อยต่างกันอย่างไร การที่จะทราบปริมาณของสารอาหารได้ต้องผ่านการวิเคราะห์ทางเคมี แล้วยังต้องนำไปเทียบกับปริมาณที่รับประทานจริงในแต่ละครั้งอีกต่างหาก คนทั่วไปอย่างเราๆ ต้องอาศัยการกะปริมาณเอา อย่างง่ายๆ ในการรับประทานปลา คุณมักจะได้ยินการพูดถึง”ปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภค” อยู่เสมอๆ …แล้วมันเท่าไรกันละนี่ ก็ลองกะคร่าวๆ ได้เท่าๆ กับ 1/3 ถ้วยตวง ประมาณนั้น เหตุที่ใช้เป็นถ้วยตวง คงทำให้ง่ายขึ้น เพราะเป็นเครื่องครัวพื้นฐานที่มีเกือบทุกครัวเรือน และตำรับอาหารต่างๆ ก็กำหนดกันเป็นถ้วยตวงอยู่แล้ว ในแต่ละวันคนเราในวัยทำงานจะต้องการโปรตีนวันละ 1 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม เช่น ถ้ามีน้ำหนักตัว 50 กิโลกรัม จะต้องการโปรตีนวันละ 50 กรัม เป็นต้น ปริมาณโปรตีนในเนื้อปลาสุกมีค่าอยู่ระหว่าง 16-30 กรัมต่อ 100 กรัม (หรือ 9 –17 กรัมต่อ 1/3 ถ้วยตวง) ดังนั้นคนที่หนัก 50 กิโลกรัม แล้วต้องการโปรตีนจากปลาเพียงอย่างเดียวก็คงต้องรับประทานจำนวนเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่าตัว ปกติปลามีส่วนที่รับประทานได้ประมาณร้อยละ 55-80 ในบรรดาปลาชนิดต่างๆ แนะนำว่าปลาสลิดตากแห้ง มีโปรตีนมากกว่าชนิดอื่น เมื่อเทียบกับแหล่งโปรตีนจากเนื้อสัตว์ชนิดอื่นๆ ปลาดิบ ปลาต้ม และปลานึ่งทุกชนิดมีไขมันและพลังงานต่ำ ซึ่งปลาย่างและปลาทอดจะมีไขมันและพลังงานสูงกว่าอีกหน่อย เมื่อคุณคิดจะรับประทานปลาให้มากขึ้นแล้ว…ลองมาดูกันว่ามีปลาชนิดไหนน่าเลือกรับประทานบ้าง โดยแบ่งประเภทปลาสดได้จากปริมาณไขมันในปลา คือ
- ปลาที่มีไขมันต่ำมาก (น้อยกว่า หรือเท่ากับ 2 กรัมต่อ 100 กรัม) ได้แก่ ปลาไหล ปลากราย ปลานิล ประกะพงแดง และปลาเก๋า
- ปลาที่มีไขมันต่ำ (มากกว่า 2-4 กรัมต่อ 100 กรัม) คือ ปลาทูนึ่ง ปลากะพงขาว ปลาจะละเม็ดดำ และปลาอินทรี
- ปลาที่มีไขมันปานกลาง (มากกว่า 4-5 กรัมต่อ 100 กรัม) คือ ปลาสลิด ปลาตะเพียน และปลาจะละเม็ดขาว
- ปลาที่มีไขมันสูง (มากกว่า 8-20 กรัมต่อ 100 กรัม) คือ ปลาช่อน ปลาสวาย ปลาดุก และปลาสำลี
คงจะพอเลือกกันได้แล้วว่าปลาชนิดไหนเข้าตากรรมการบ้าง ไม่ว่าคุณจะเลือกรับประทานชนิดไหน คุณก็ยังจะได้สารอาหารที่มีคุณค่าอื่นๆ อีกมากมาย เพราะนอกจากจะมีโปรตีน และไขมันต่ำแล้วยังมีกรดไขมันอิ่มตัว และโคเลสเตอรอลไม่สูงมากนัก อาหารบางชนิดอุดมด้วยสารสองชนิดนี้ จึงก่อให้เกิดโรคหลอดเลือดอุดตันโดยเฉพาะหัวใจได้ แต่ในปลามีกรดไขมันอิ่มตัวและโคเลสเตอรอลน้อยกว่า 25 % ของปริมาณที่สำนักงานอาหารและยาแนะนำให้บริโภคต่อวัน (น้อยกว่า 20 กรัม, Thai Recommended Daily Intake, Thai RDI) จึงน่าจะปลอดภัยใช้ได้ที่จะเลือกเป็นอาหารจานหลักประจำบ้าน ในขณะเดียวกันในเนื้อปลาก็ยังมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่สำคัญอีกหลายชนิดด้วยกัน ทั้งโอเมก้า 3 เช่น กรดไอโคซาเพนตะอีโนอิก (EPA) และกรดโดโคซาเฮกซาอีโนอิก (DHA) มีส่วนช่วยป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดอุดตัน ช่วยลดระดับไขมันในเลือด… จะพบได้มากในปลาทะเล และปลาน้ำจืดที่นิยมเลี้ยงเพื่อจำหน่าย เช่น ปลาจะละเม็ดดำ ปลาจาระเม็ดขาว ปลากะพงขาว ปลาสวาย ปลาสลิด ปลาดุก และปลาช่อน เมื่อนำมาต้มหรือนึ่งจะให้กรดไขมันโอเมก้า 3 สูง คือ รับประทาน1/3 ถ้วยตวง (หนึ่งหน่วยบริโภค) จะให้กรดไขมันโอเมก้า-3 ร้อยละ 54-120 ของปริมาณที่แนะนำให้บริโภคในประเทศสหรัฐอเมริกา (600 มิลลิกรัมต่อวัน เมื่อได้รับพลังงาน 2,000 กิโลแคลอรี่) โดยเฉพาะปลาทอดด้วยน้ำมันพืช หรือปลาย่างจะมีกรดไขมันโอเมก้า-3 อยู่ ในระดับสูงมาก (คิดเป็นร้อยละ 67-287 ของปริมาณที่แนะนำต่อวัน)เมื่อรับประทานปลาเป็นประจำแล้วจะยังทำให้ห่างไกลจากโรคต่างๆ ที่เกี่ยวกับกระดูกและฟันที่เกิดจากการขาดธาตุแคลเซียม ฟอสฟอรัส และแมกนีเซียม นอกจากนี้ยังมีธาตุเหล็กค่อนข้างสูงที่มีส่วนเสริมสร้างเลือด และที่สำคัญในปลากลับมีโซเดียม โปตัสเซียม และคลอไรด์ ที่มีผลก่อให้เกิดโรคความดันโลหิตสูงมีอยู่ในปลาปริมาณต่ำ ยกเว้นปลาบางชนิด เช่น ปลาสลิด ปลาทูนึ่ง หรือปลาที่ผ่านการหมักเกลือ หรือน้ำปลา เป็นต้น และถ้าเป็นปลาทะเล ก็ยังมีธาตุไอโอดีนแถมให้ไปช่วยป้องกันโรคคอพอก และบำรุงสมองในปริมาณที่พอเพียงกับความต้องการของร่างกายอีกด้วย จากเรื่องราวของสารอาหารในเนื้อปลาชนิดต่างๆ เหล่านี้ ทำให้ ปลา ได้รับยกย่องว่า เป็นแหล่งรวมของสารอาหารชั้นดีอันทรงคุณค่าชนิดหนึ่งเลยทีเดียว จากนี้ไปคงถึงเวลาแล้วที่คุณจะลดเนื้อสัตว์ใหญ่ชนิดอื่นๆ ลงหันมารับประทานปลา ผักสด ผลไม่ให้มากขึ้นกันดีกว่า สิ่งที่จะได้กลับมาเห็นจะเป็น ความเสี่ยงต่อโรคภัยลดลง สุขภาพสดใสแข็งแรง กระฉับกระเฉงขึ้นแน่นอน แต่…อย่าลืมนะครับว่า รับประทานปลาที่ปรุงสุกแล้วเท่านั้น จะปลอดภัยจากพยาธิต่างๆ อย่างนี้ถึงจะเรียกว่ารับประทานอย่างชาญฉลาด
posted on 13 Jul 2008 17:53 by health-health
คุณรู้จักมะเขือเทศมากน้อยแค่ไหนคะ ?
เพราะมะเขือเทศมีสีแดงสวย จึงมักถูกหยิบฉวยให้กลายเป็นเครื่องประดับจานอาหาร จัดวางเคียงคู่กับผักใบเขียวฉ่ำ เช่น ผักกาดหอม หรือแตงกวา ตกแต่งอาหารจานต่างๆ ให้ดูน่ารับประทานมากขึ้น แต่ก็เห็นบ่อยครั้งที่พออาหารถูกยกมาเสิร์ฟปุ๊บ หลายคนก็ตั้งหน้าตั้งตากินอาหารหลักในจาน แถมเขี่ยเครื่องประดับผักข้างจานออกไปอย่างไม่ค่อยใยดีกันเลย
แหม อย่างนี้มะเขือเทศก็น้อยใจแย่ซี !
แท้ที่จริงการเขี่ยมะเขือเทศออกไปเสียอย่างนั้น เท่ากับว่าคุณกำลังตัดตอนตัวเองออกจากอาหารคุณค่าเลิศอย่างน่าเสียดายเชียวนะคะ มาดูกันว่ามะเขือเทศนั้นมีอะไรดีบ้าง เชื่อว่าพออ่านจบแล้วคุณจะรักและอยากรับประทานมะเขือเทศมากขึ้นอีกเยอะเลย
มะเขือเทศนั้นโดยตัวมันเองเป็นผลไม้ ที่มักจะถูกจัดใหม่ให้มาอยู่ในกลุ่มเดียวกับผัก นักพฤกษศาสตร์ฝรั่งเขาจัดมะเขือเทศอยู่ในกลุ่มผลไม้ประเภทเบอร์รี่ เพราะเห็นว่ามันเป็นลูกกลมๆ ที่มีเนื้อในเหลว แถมยังมีเมล็ดที่กินได้อีกต่างหาก มะเขือเทศช่วยเพิ่มรสชาติให้กับอาหารเพราะมีกรดอะมิโนที่ชื่อว่ากลูตามิกสูง อันเป็นกรดอะมิโนตัวเดียวกับที่มีในผงชูรสนั่นเองค่ะ จึงไม่แปลกที่อาหารที่ปรุงด้วยมะเขือเทศมักจะอร่อย คนแถบเมดิเตอร์เรเนียนอย่างอิตาลี หรือกรีกล้วนกินมะเขือเทศกันเป็นว่าเล่น ไม่ว่าจะเป็นพาสต้า พิซซ่า ทาโก้ หรือสลัดใดๆ เขาว่ากันว่าหากไร้ซึ่งมะเขือเทศก็เหมือนชีวิตที่ขาดวิญญาณเชียวนั่น แต่ที่สำคัญที่ทำให้มะเขือเทศกลายเป็นพระเอกสำหรับข้อเขียนคราวนี้เลยก็คือ คุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระ ช่วยป้องกันโรคภัยไข้เจ็บได้หลายอย่าง อย่างที่มีหลักฐานยืนยันค่ะ
ไลโคปีน พระเอกประจำตัวของมะเขือเทศ
เนื่องจากในมะเขือเทศมีสารไลโคปีน ซึ่งจัดเป็นสารแคโรทีนอยด์ชนิดหนึ่ง แคโรทีนอยด์นี้เป็นเม็ดสีธรรมชาติที่ละลายในไขมันซึ่งให้สีเหลืองสด ส้ม แดง และเขียวสดกับผัก ผลไม้ อย่างเช่น แครอท ฟักทอง บร็อคโคลี่ ฯลฯ ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยต้านการเกิดอนุมูลอิสระ ทำให้อนุมูลของเซลล์ในร่างกายมีอนุภาคเป็นกลาง ช่วยหยุดยั้งปฏิกิริยาออกซิเดชั่นของอนุมูลอิสระต่างๆ ซึ่งเจ้าไลโคปีนนี้จัดว่าเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ทรงพลังที่สุด และช่างบังเอิญเสียจริงที่มะเขือเทศนั้นมีไลโคปีนอยู่มากเหนือกว่าแตงโมเกือบสองเท่า นั่นเท่ากับว่าหากเรากินมะเขือเทศเป็นประจำ ก็จะช่วยลดการเกิดอนุมูลอิสระได้ไม่น้อยเลยทีเดียว มันจะช่วยชะลอความแก่ชรา และลดความเสี่ยงของการเกิดโรคภัยไข้เจ็บอย่างเช่น มะเร็ง หรือโรคหัวใจได้มาก
มะเขือเทศกับงานวิจัย
เคยมีคนทำวิจัยเกี่ยวกับคุณประโยชน์ของมะเขือเทศเอาไว้มากมาย อย่างเช่น พบว่าการกินอาหาร เช่น พาสต้าราดซอสมะเขือเทศทุกวันเป็นเวลา 3 สัปดาห์ จะช่วยลดอาการของมะเร็งต่อมลูกหมากลงได้ ส่วนในผู้หญิงสูงอายุหลังวัยหมดประจำเดือน การกินอาหารที่มีแคโรทีนอยด์และไลปีนสูง เช่น แครอท หรือมะเขือเทศ จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งรังไข่ แถมไลโคปีนปริมาณสูงๆ ยังช่วยลดปริมาณโคเลสเตอรอลส่วนไม่ดี หรือ LDL ซึ่งช่วยให้โอกาสเกิดโรคหัวใจลดน้อยลงด้วย
มีการศึกษาในประเทศฟินแลนด์ พบว่าผู้ชายวัยกลางคนที่มีระดับไลโคปีนในเลือดต่ำจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดหัวใจวาย อัมพาต และโรคหลอดเลือดตีบมากขึ้น ส่วนในเนเธอร์แลนด์ก็เคยมีการศึกษาคล้ายๆ กัน พบว่าคนที่สูบบุหรี่เป็นประจำหากได้รับไลโคปีนในปริมาณสูง จะช่วยลดอัตราการเกิดเส้นเลือดตีบ และการเกิดหัวใจวายได้
ไม่เพียงแต่มะเขือเทศจะมีไลโคปีนเท่านั้น แต่ยังอุดมไปด้วยวิตามินเอ อี และซี ซึ่งในวารสารสมาคมแพทย์แห่งสหรัฐอเมริการะบุไว้ว่า วิตามินอีและซีทั้งสองตัวนี้จะช่วยต้านอนุมูลอิสระและช่วยป้องกันโรคสมองเสื่อม หรืออัลไซเมอร์ได้ ส่วนวิตามินเอ ก็จะช่วยบำรุงสายตา และดีต่อสุขภาพผิว ช่วยให้ผิวเปล่งปลั่งสดใส โดยเฉพาะผิวหน้า ในขณะที่นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแห่งเทล อะวิฟก็ศึกษาพบว่า ผู้ชายที่รับประทานซอสมะเขือเทศประมาณ 3 ใน 4 ถ้วยต่อวัน จะช่วยพัฒนาความสามารถของร่างกายในการต่อสู้กับโรคหืดหอบได้ถึง 45% ด้วย
กินมะเขือเทศมากเท่าไหร่จึงเพียงพอ
จนถึงทุกวันนี้ยังไม่มีใครรายงานว่าการได้รับไลโคปีนจากมะเขือเทศมากไปจะมีผลเสียอย่างไรหรือเปล่า ดังนั้นจึงไม่ต้องห่วงว่าหากเราเป็นคนชอบกินอาหารที่มีมะเขือเทศมากๆ แต่ก็เคยมีการศึกษาในมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดบอกว่า การป้องกันมะเร็งให้ได้ผลโดยการกินมะเขือเทศ ควรได้ไลโคปีนในปริมาณอย่างน้อย 6.5 มก.ต่อวัน เทียบเท่ากับการกินอาหารที่มีมะเขือเทศเป็นส่วนผสมหลักประมาณ 10 ครั้งต่อสัปดาห์ คนส่วนใหญ่มักไม่มีปัญหาอะไรกับการกินมะเขือเทศมากๆ เว้นแต่บางคนอาจพบว่าเกิดผื่นแดงบนผิวหนัง หรือในคนที่แพ้สารประเภทซาลิไซเลทในยาบางอย่างก็อาจเกิดอาการหายใจลำบากได้ หากเกิดอาการเช่นนี้ควรปรึกษาแพทย์ขอคำแนะนำที่ถูกต้องจะดีกว่า
กินดิบหรือสุกดีกว่ากัน
ส่วนใหญ่เรามักจะแนะนำให้กินผักผลไม้สดเพื่อประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่สำหรับมะเขือเทศนี้กินได้ทั้งสดและแบบปรุงสุกตามแต่ความชอบใจค่ะ เคยมีงานวิจัยตีพิมพ์ในวารสารการวิจัยทางเคมีด้านอาหารและพืชการเกษตรกล่าวไว้ว่า การกินมะเขือเทศแบบปรุงสุกจะช่วยเพิ่มคุณค่าทางอาหารและไลโคปีนได้ดีกว่าแบบดิบ ถึงแม้ว่าการให้ความร้อนอาจลดปริมาณวิตามินซีลงไป แต่คุณค่าส่วนอื่นๆ ก็ยังดีกว่าอาหารอีกหลายชนิด แถมยังช่วยให้ไลโคปีนอยู่ในสภาพพร้อมถูกดูดซึมโดยร่างกายเราได้ทันทีอีกด้วยค่ะ
อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว คงได้เห็นคุณค่าของมะเขือเทศกันมากขึ้น ใครที่ชอบกินมะเขือเทศคงยิ้มได้ แต่ใครที่ชอบเขี่ยมะเขือเทศข้างจานทิ้ง ครั้งต่อไปลองทำใจชิมใหม่ก็ยังไม่สายนะคะ เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับมะเขือเทศ
- มะเขือเทศผลขนาดกลางๆ จะมีน้ำหนักประมาณ 5.3 ออนซ์ หรือ 148 มก. ให้พลังงานประมาณ 35 แคลอรี และโคเลสเตอรอลระดับ 0 ให้ใยอาหาร ไขมัน และโปรตีนอย่างละประมาณ 1 กรัม และคาร์โบไฮเดรตประมาณ 6 กรัม มีวิตามินเอ 20% วิตามินซี 40% โปแตสเซียม 10% และเหล็ก 2% (อ้างอิงโดย RDA (Recommended Daily Allowance) ในสหรัฐอเมริกา)
- มะเขือเทศแช่เย็นจะมีรสชาติและสีผิวที่ซีดจางลง หากต้องการกินมะเขือเทศ ควรนำออกจากตู้เย็นวางทิ้งไว้ก่อนสักชั่วโมงหนึ่งเพื่อให้รสชาติที่ถูกกักจากความเย็นกลับคืนมา
posted on 13 Jul 2008 17:34 by health-health
สมัยโบราณ คนพื้นเมืองที่อาศัยในพื้นที่แถบอเมริกาเหนือค้นพบพืชชนิดหนึ่งซึ่งใช้เป็นยาสมุนไพรได้ มีลักษณะเป็นไม้ดอก ให้ดอกสีเหลืองที่จะแย้มบานตอนใกล้ค่ำ จึงเรียกกันว่า อีฟนิงพริมโรส (Evening primrose) ซึ่งมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Oenothera biennis L. ศาสตร์แห่งสมุนไพรเหล่านี้ค่อยๆ ถ่ายทอดกันมารุ่นต่อรุ่นจนกระทั่งคนในปัจจุบันได้เรียนรู้ถึงพลังบำบัดของน้ำมันที่สกัดจากเมล็ดอีฟนิงพริมโรส ที่อุดมไปด้วยกรดไขมันจำเป็นซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกาย เดิมการใช้สมุนไพรชนิดนี้ จะใช้ต้นและรากของมันมาช่วยในการรักษาแผลฟกช้ำ อาการปวดท้อง ริดสีดวงทวาร แม้กระทั่งคออักเสบ แต่ในภายหลังนักวิจัยจึงพบว่าเมล็ดเล็กจิ๋วของอีฟนิงพริมโรสมีน้ำมันซึ่งนำมาสกัดเพื่อใช้ประโยชน์ได้ด้วย กรดไขมันจำเป็นชนิดโอเมกา 6 ชื่อ กรดไลโนเลอิก ที่มีอยู่ในน้ำมันอีฟนิงพริมโรส เมื่อถูกย่อยแล้วจะแตกตัวให้สารชื่อว่า กรดแกมมา-ไลโนเลนิก หรือ จีแอลเอ (Gamma - Linolenic Acid, GLA) อันเป็นกรดไขมันจำเป็นที่ร่างกายจะใช้สร้างพรอสตาแกลนดิน (Prostaglandin) ซึ่งเป็นสารคล้ายฮอร์โมนที่มีหน้าที่ควบคุมการทำงานของร่างกายหลายรูปแบบ ได้แก่
- ช่วยต้านการอักเสบ
- เป็นองค์ประกอบสำคัญของเยื่อหุ้มเซลล์
- ช่วยป้องกัน และยับยั้งการลุกลามของภาวะประสาทเสื่อมจากโรคเบาหวาน และอาจฟื้นฟูระบบประสาท โดยมีการวิจัยในคนที่เริ่มมีอาการนี้แล้วทดลองรักษาด้วยการให้น้ำมันอีฟนิงพริมโรส เป็นเวลา 1 ปี พบว่าสามารถลดอาการชา ประสาทสัมผัสเสื่อม และอาการผิดปกติอื่นๆ ได้ดีกว่ากลุ่มที่ได้รับยาหลอก
- ช่วยบำรุงผิวพรรณ รักษาผิวหนังอักเสบ รวมทั้งผื่นเอ็กซีมา ซึ่งเป็นภาวะผื่นแพ้ที่อาจเกิดได้ หากร่างกายมีปัญหาในการเปลี่ยนไขมันจากอาหารเป็นกรดแกมมา-ไลโนเลนิก โดยมีการวิจัยพบว่าการรับประทานน้ำมันอีฟนิงพริมโรส ติดต่อกันนาน 3-4 เดือน พบว่าช่วยบรรเทาอาการคัน ลดการมีน้ำเหลืองไหล ลดการใช้ครีมสเตียรอยด์ และการใช้ยารักษาซึ่งอาจให้ผลข้างเคียงไม่พึงประสงค์ได้
- มีบางการวิจัยบ่งชี้ว่าการรับประทานน้ำมันอีฟนิงพริมโรส มีผลในการรักษาภาวะประจำเดือนผิดปกติ เช่น อาการปวดประจำเดือน ความหงุดหงิดที่เกิดก่อนมีประจำเดือน อาการจากเยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่ (endometriosis) คลายการเจ็บเต้านมช่วงก่อนมีประจำเดือน โดยมันจะไปทำงานขัดขวางพรอสตาแกลนดินชนิดที่กระตุ้นให้เกิดการอักเสบอันเป็นสาเหตุของการปวดประจำเดือน
- ช่วยบรรเทาอาการปวดบวมของข้ออักเสบรูมาตอยด์
- บรรเทาอาการจากโรคที่เกี่ยวกับการอักเสบ เช่น สิว ผื่นโรเซเชีย ผิวแห้ง และการปวดกล้ามเนื้อ
- ช่วยบรรเทาภาวะไม่อยู่นิ่ง และภาวะเสียความสามารถในการเรียนรู้ในเด็ก มีผลการทดลองทางคลินิกในเด็กพบว่าการได้รับน้ำมันอีฟนิงพริมโรส และน้ำมันปลา จะช่วยให้อาการเหล่านี้ดีขึ้นได้
รูปแบบของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอีฟนิงพริมโรสที่เราเห็นกันอยู่บ่อยๆ มักจะมีทั้งแบบที่เป็นเม็ดแคปซูล แบบแคปซูลอย่างนิ่ม และในรูปยาน้ำชนิดหยด ทั้งนี้กรดไขมันแกมมา-ไลโนเลนิกที่มีอยู่ในน้ำมันอีฟนิงพริมโรส สามารถสลายตัวได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นจึงได้มีการนำมาผสมกับวิตามินอีจำนวนเล็กน้อย เพื่อชะลอการสลายตัว อย่างไรก็ตาม แม้อีฟนิงพริมโรสจะมีประโยชน์ และมีการนำมาสกัดเป็นผลิตภัณฑ์อาหารเสริม พร้อมโฆษณาสรรพคุณมากมายจนบางครั้งก็อาจเกินความจริงไป ทำให้ทุกวันนี้มีการใช้กันอย่างแพร่หลาย ทั้งที่บางครั้งสำหรับบางคนไม่ใช่เรื่องจำเป็นนัก เพราะในการรับประทานอาหารตามปกติร่างกายก็มีโอกาสได้รับวิตามินและแร่ธาตุในปริมาณที่เพียงพออยู่แล้ว ในคนที่ได้รับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารก็จะมีโอกาสได้รับสารอาหารเกินความต้องการ ซึ่งร่างกายจำเป็นต้องขับส่วนที่เกินทิ้งไป นอกจากนี้สารอาหารส่วนที่เกินยังอาจเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดพิษต่อร่างกายได้ในกรณีที่เกิดการสะสม เช่น วิตามินที่ไม่ละลายในน้ำอย่างเช่น วิตามินเอ ดี อี หรือ เค ดังนั้นในการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจึงจำเป็นต้องพิจารณาด้วยว่า ร่างกายของเราจำเป็นต้องได้รับสารอาหารดังกล่าวมากน้อยแค่ไหนด้วย
ดังนั้นทางที่ดีที่สุด คือ ขอรับคำแนะนำจากแพทย์ประจำตัวถึงความเหมาะสมในการใช้อีฟนิงพริมโรสเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และใช้เท่าที่จำเป็น ตามปริมาณที่แพทย์บ่งชี้ โดยควรรับประทานพร้อมอาหาร เพื่อเพิ่มการดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย และช่วยลดอาการท้องอืด คลื่นไส้ หรือปั่นป่วนในท้องที่มักจะเกิดกับบางคนหลังรับประทานได้ด้วย ข้อควรระวัง คือ สำหรับเด็ก และสตรีที่กำลังตั้งครรภ์ ไม่ควรได้รับอีฟนิงพริมโรส และไม่ควรใช้ในผู้ที่เป็นลมชัก หรือได้รับยารักษาโรคลมชัก เพื่อป้องกันไว้ก่อน เพราะมีบางรายงานบ่งชี้ว่า อีฟนิงพริมโรสในปริมาณสูงเกินไปอาจกระตุ้นให้เกิดลมชักได้
ข้อมูลอ้างอิง: คู่มือฉลาดใช้วิตามิน แร่ธาตุ และสมุนไพร—กรุงเทพฯ, รีดเดอร์ ไดเจสต์ (ประเทศไทย), 2548
เออร์เซล, อแมนดา. คู่มือดูแลสุขภาพด้วยวิตามินและเกลือแร่. -- กรุงเทพฯ : ซีเอ็ดยูเคชั่น 2548.
edit @ 13 Jul 2008 18:02:17 by korrakod